วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559

สัมภาษณ์เด็กอนุบาลและผู้ปกครอง





















การสังเกตุกิจกรรมที่เกิดขึ้นบน site

















Show & Share Arsomsilp

อาศรมศิลป์ show & share เป็นงานแสดงผลงานของทางสถาปนิกอาศรมฯ และสถาบันการศึกษาว่าแต่ละปีมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยให้แต่ละ studio มานำเสนอผลงานการออกแบบทุกๆ 1 ปี ซึ่งตอนนี้ปรับใหม่เป็นการจัดงานนี้ทุกครึ่งปีแทน เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ของแต่ละstudio และของสถาบันการศึกษา  ในฐานะที่เป็นนักศึกษาคนหนึ่งก็ได้รับความรู้และแรงบันดาลใจเป็นอย่างมาก

สิ่งที่ได้รับจากการร่วมงานครั้งนี้หลักๆ เลยคือ การทำให้แนวคิดในการออกแบบสอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้้งไว้ ร่วมถึงได้เรียนรู้แนวทางในการออกแบบที่มีความลึกซึ้ง การมองบริบทรอบด้าน การสื่อสารผ่านทางสถาปัตยกรรม ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงต้องขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่จัดงานดีๆ อย่างนี้ รวมถึงสถาปนิกทุกท่าน คณาจารย์ และนักศึกษาทุกท่านที่มีส่วนให้เกิดงานนี้ขึ้น

ขอบคุณค่ะ

และนี่คือบันทึกการเรียนรู้ที่ได้จากงานนี้ค่ะ

อุทยานการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เป้าหมาย

  • การเทิดทูน 3 คณาจารย์ได้แก่ อ.ป๋วย อึ๊งพากรณ์ อ.ปรีดีย์ พนมยงค์ อ.สัญญา ธรรมศักดิ์ ผู้ซึ่งเป็นสามัญชนธรรมดา แต่สร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติ

แนวคิดการออกแบบ

  • การสร้างสวนสาธารณะ 100 ไร่ เพื่อตอบแทนการทำงานเพื่อนชาติ โดยการสร้างสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ ให้ประชาชนรอบๆมาใช้งาน และการสร้างอาคารที่ดูนอบน้อม ติดดิน เหมือนการหมอบกราบ เพื่อเคารพต่อวีรชน


ลานกีฬาพัฒน์ 

เป้าหมาย

  • สร้างพื้นที่ปฏิสัมพันธ์ให้กับชุมชน พื้นที่ที่ทำให้เกิดสุขภาวะในชุมชน เพราะปกติแล้วคนในชุมชนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ห้องในที่เป็นกล่องสี่เหลี่ยม ห้องใครห้องมัน และพื้นที่ส่วนกลางก็รกร้าง มีแต่คนมาทิ้งขยะ ไม่มีคนคอยดูแล

แนวคิดการออกแบบ

  • สร้างพื้นที่ให้คนในชุมชนใช้เวลาอยู่ร่วมกันนานขึ้น และให้ความรู้สึกถึงการเป็นเจ้าของเกิดขึ้นแก่คนในชุมชน


กสทช Head Office แคราย นนทบุรี

เป้าหมาย

  • อยากให้ กสทช เป็นที่รักของคนในชุมชน ทำให้คนในองค์กรมีความภาคภูมิใจในองค์กร (ซึ่งความคิดเดิมของผู้บริหาร คือ ต้องการทำตึกให้สูงๆ เหมือนตึกปตท เพื่อที่จะให้ดูเท่ห์ๆ สูงๆ และถูกใจแก่ผู้พบเห็น)
  • เป็นธรรมและเป็นประโยชน์

แนวคิดการออกแบบ

  • การเพิ่มพื้นที่สีเขียว(ซึ่งเป็นส่วนน้อยของประเทศเข้าไป) ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพื้นที่สีเขียวน้อยกว่ามาตรฐานถึง 5 เท่า
  1. โดยการสร้าง Green terrace for the city เข้าไปในอาคารเพื่อให้พนักงาน ผู้ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 20,000 บาทต่อคน คนที่ไม่ได้มีบ้านสวยๆ ให้ได้มีสุขภาพกายใจที่ดีในระหว่างการทำงานวันละ 8 ชั่วโมง สถาปัตยกรรมชิ้นนี้ต้องการทำให้คุณภาพชีวิตของพนักงานดีขึ้น จากการมองหรือสัมผัส green  terrace นี้ก็น่าจะทำให้พนักงานรู้สึกภาคภูมิใจในองค์กรของตัวเอง
  2. การสร้าง open-space ของอาคารใหญ่ส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ประชาชนเข้ามาใช้งานได้ร่วมกันกับการจัดวางร้านค้า museum ไว้ด้านหน้า เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายเช่นกัน
  3. การเปลี่ยนอุปสรรค ให้เป็นโอกาส จากเส้นทางที่รถไฟฟ้าจะวิ่งผ่าพื้นที่ ทำให้กสทชไม่สามารถสร้างตึกหรืออาคารที่สูงได้ เลยปรับเปลี่ยนแนวคิดเป็นอาคารที่ไม่สูง และเพิ่มพื้นที่สีเขียวเข้าไปในอาคาร เพื่อให้ประชาชนที่โดยสารบนรถไฟฟ้าได้พูดคุยกับกสทชทุกวันผ่านสถาปัตยกรรมเหล่านี้ และดูเป็นอาคารที่อ่อนน้อมต่อ Landscape


SC3 กทม Student center 3

เป้าหมาย

  • ออกแบบอาคารเรียนและห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 คือ การเรียนรู้ที่ไม่ใช่แค่ผู้สอนและนักเรียน แต่เป็นการเรียนรู้ระหว่างนักเรียนเองทั้งในอาคารและนอกอาคารเรียน
  • การสร้างสถาปัตยกรรมให้เป็นอัตลักษณ์ของสถาบัน
  • เป็นศูนย์กลางให้ทุกคณะมาเรียนร่วมกัน มาพบปะกัน

แนวคิดการออกแบบ

  • การสร้าง community space เชื่อมระหว่างคณะสร้างการปฏิสัมพันธ์กันขึ้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิด ความรู้ พบปะพูดคุยกันของนักศึกษาจากหลายๆ คณะ
  • สร้างบรรยากาศการเรียนรู้โดยให้มีธรรมชาติเชื่อมโยงอยู่ในสถานศึกษา เป็นการสร้าง spirit of space ให้เกิดขึ้นกับทุกคน
  • สร้างสถาปัตยกรรมให้สวยๆ เพื่อดึงดูดให้คนมาถ่ายรูปโดยใช้ Landscape ที่มีอยู่และปรับปรุงให้สวยงาม เป็นการสร้างอัตลักษณ์ของสถาบัน
  • มี space ที่หลากหลาย เช่น community space ที่ให้นักศึกษาทุกคณะมาพบปะกัน นอกจากนั้นยังมี space สำหรับการปฏิสัมพันธ์กลุ่มย่อย และ space สำหรับการนั่ง ทำงานคนเดียว คือ มีหลากหลายตั้งแต่ public zone ไปถึง private zone
  • กิจกรรมที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นการเรียนอย่างเดียว แต่ยังมีการพักผ่อนซึ่งเป็นส่วนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง
  • เก็บพื้นที่ประวัติศาสตร์ของเดิมไว้เช่น stonehenge จากเอเชียนเกมส์ และพื้นที่พบรักในสมัยก่อนของมหาลัย
  • สร้างพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับมหาลัย เช่น ร้านกาแฟเปิด 24 ชั่วโมงหรือร้านข้าวเพื่อให้คนในชุมชนบริเวณรอบมาใช้งาน สร้างความมีชีวิตให้กับมหาลัย

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559

Assignment I: Case study

Assignment I : Case study

จากการลงพื้นที่จริง เเละสัมภาษณ์กลุ่มครูในระดับชั้นเรียนต่าง ๆ เเละเจ้าหน้าที่โรงเรียนรุ่งอรุณ เเละได้ศึกษาทบทวนข้อมูลที่ได้มาทั้งหมด เพื่อความเข้าใจปัจจุบันกาล เเละอนาคตกาลของพื้นที่โครงการที่มากขึ้น ทำให้เห็นประเด็นที่สนใจที่ต้องการใช้เป็นจุดเริ่มต้นการทำงานออกเเบบโครงการปรับปรุงพื้นที่ของโรงเรียน คือ เรื่องอาคาร หรือสิ่งก่อสรา้งที่จะต้องดำรงไว้ในพื้นที่ตามนโยบายของผู้บริหาร เพียงเเต่ทางผู้ออกเเบบจะจัดการสิ่งก่อสร้างนั้น ๆ อย่างไรให้มีความกลมกลืนกับธรรมชาติขิงรุ่งอรุณ เเละมีความงามเชิญชวนให้คนภายใน เเละภายนอกรู้สึกถึงคำว่ารุ่งอรุณ เป็นการเจาะประเด็นที่เป็นความต้องการของลูกค้าก่อนเป็นอันดับแรกว่า เขาอยากได้อะไรบ้าง และมีปัญหาอะไร รวมทั้งภาพรวมทั้งหมดของ site


ภาพที่ ๑ การเลือกประเด็นที่สนใจ ซึ่งก็คือ Problems and Requirements ของพื้นที่นั้น

อาคารและสิ่งก่อสร้างที่จะมีขึ้นอย่างแน่นอน(จากบทสัมภาษณ์ผู้บริหาร) คือ ร้านกระยาทิพย์ เเละสานอักษรหลังใหม่ที่จะมีพื้นที่มากกว่าเดิมถึง ๒ เท่า เเละพื้นที่ด้านทางเข้าของโรงเรียนที่เปรียบเสมือนห้องรับแขกหรือประตูบ้าน ซึ่งเป็นคุณค่าและลักษณะของ site เเละทำหน้าที่เป็น Assembly point หรือ Node หรือ Junction ที่เชื่อมโยงอนุบาล ประถมและมัธยม พื้นที่เเห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็น Economic Area ซึ่งเป็นจุดและทำเลที่ดีต่อการค้าขาย และสุดท้ายเป็นการวางตัวของอาคารให้กลมกลืนกับบริบทโดยรอบ ทั้งหมดคือสิ่งที่ผู้ออกเเบบสนใจ เเละตั้งเป็นเป้าหมายในการออกเเบบ

ภาพที่ ๒ Wilde and Greene Restaurant and Natural Market Oak Tree Installation 

เนื่องจากยังภาพในหัวของสิ่งข้างต้นยังถูกปกคลุมด้วยม่านหมอก แต่เกิดสะกิดใจเรื่องของการวางร้านค้าทั้ง 6 ร้านกระจายเป็นซุ้มๆ ร้านกระยาทิพย์ซึ่งจะใหญ่กว่าเดิม 2 เท่า ร้านสานอักษร จึงเกิดคำถามเรื่องการจัดวางอาคารโดยคำนึงถึงบริบทโดยรอบ เพราะ เอกลักษณ์ของรุ่งอรุณที่สร้างสรรค์สถาปัตยกรรมให้กลมกลืนกับธรรมชาติที่เเวดล้อมอยู่ จึงค้นหากรณีศึกษาที่มีการสร้างพื้นที่เศรษฐกิจให้อยู่ในบริบทธรรมชาติ จะเห็นได้จากภาพที่ ๒ เเละ ๓ ซึ่งตัวอาคารล้อมรอบต้นไม้ ซึ่งในความคิดของผู้ออกเเบต้องการให้จัดวางต้น ต้นสาละ ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำโรงเรียนรุ่งอรุณมาไว้ในพื้นที่ด้วย เพื่อเเสดงสัญลักษณ์ของโรงเรียนซึ่งจะผลิดอกออกผล ร่วงโรย ไปตามฤดูกาล ซึ่งจะสื่อถือกาลเวลาที่เคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุดซึ่งเป็นสัจธรรมอย่างหนึ่งของโลก



ภาพที่ ๓ Wilde and Greene Restaurant and Natural Market Oak Tree Installation (sketch)

เพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของชั้นบนและล่าง ร้านค้าทั้ง 6 ร้าน ร้านกระยาทิพย์ สานอักษรต้องมีการเชื่อมโยงกัน และอาจทำเป็นห้องรับแขกเป็นหน้าบ้านสำหรับรุ่งอรุณ โดยกันแบ่งทอนพื้นที่เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน เช่น ร้านกระยาทิพย์อาจแบ่งพื้นที่ให้ขึ้นไปอยู่บนร้านหนังสือ เพื่อคนที่จะนำอาหารขึ้นไปทานบนนั้นระหว่างเลือกดูหนังสือ


ภาพที่ ๔ วิธีการสร้างความโปร่งของผนังที่ทำเป็นระแนง

เนื่องจากมีคำเเนะนำของคณาจารย์โรงเรียนว่า อาคารสานอักษรเดิมนั้นใช้ผนังทึบ ทำให้พื้นที่ดูไม่โปร่ง โล่ง สบาย จึงต้องการแก้ปัญหาเรื่องความทึบของอาคาร และเพิ่มปริมาณแสงเข้าสู่อาคาร เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และตอบโจทย์ ความโปร่ง โล่ง สบาย รวมทั้งยังช่วยกันแดด กันฝน ของอาคาร อีกทั้งยังคงคุณลักษณะที่ส่งเสริมการสัมผัสถึงสิ่งแวดล้อมภายนอก แม้ว่าจะอยู่ภายในอาคาร ด้วยการใช้ผนังอาคารแบบโปร่ง เป็นระเเนง มีคุณสมบัติช่วยเรื่องการระบายอากาศที่ร้อนอบอ้าว นอกจากนี้ยังช่วยลดความเป็นอาคารลงด้วย

ภาพที่ ๕ Ward House

กรณีศึกษาในภาพที่ ๕ เเสดงลักษณะพื้นที่เหมือนทางเข้าของรุ่งอรุณ มี Approach และ Entrance ที่น่าสนใจ คือ อาคารล้อมจุดสนใจ และ circulation ที่พาจากวงเวียนเข้าสู่ตัวอาคาร อีกทั้งยังเป็น Transition ก่อนเข้าถึงโรงเรียนสำหรับเด็กนักเรียนและผู้ปกครองที่ต้องตื่นเช้ามารับมาส่ง อีกทั้งช่วงบ่ายที่ผู้ปกครองต้องเผชิญกับรถติดหนักๆ หรือปัญหาข้างนอกก่อนเข้ามารับเด็กๆ กลับ ผู้ออกเเบบมีมโนภาพว่า กลุ่มคนเหล่านี้อยากจะเห็นภาพอะไรภาพเเรก เมื่อเข้าสู่รั้วโรงเรียน ซึ่งน่าจะเป็นภาพที่กระตุ้นความรู้สึกให้มีความกระตือรือร้น เป็ฯ First Impression ทุกครั้งเมื่อเด็ก ๆ เเละผู้ปกครองมาถึงโรงเรียน เหมือนเป็นการเดินทางมาบ้านหลังที่ ๒ ของผู้ใช้งานทุกคน


ภาพที่ ๖ Fukutake Terrace, Okayama University

กรณีศึกษาในภาพที่ ๖ ผู้ออกเเบบสนใจการจัดวางภายในอาคาร เพื่อนำมาปรับใช้กับการออกแบบ โดยเฉพาะเรื่องการวางตัวของร้านค้า 6 ร้าน ที่มองว่าเป็นปัญหาในพื้นที่ตอนนี้ ซึ่งมีลักษณะเป็น open air  อีกทั้งทางเข้าออกที่มีได้หลากหลายทาง สร้างความยืดหยุ่นในการเข้าถึงพื้นที่ โดยใช้วัสดุพื้นที่เเตกต่างจากบริบทรอบ ๆ เเสดงขอบเขตขอพื้นที่ เเละใช้เป็นพื้นที่นั่งรอได้ 

ภาพที่ ๗ Rising Moon Lantern Pavilion

ผู้ออกเเบบยังต้องการนำสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงเรียนรุ่งอรุณเข้าใาใช้ในการออกเเบบ การแยกขยะ ก็เป็นเอกลักษณ์หนึ่งของโรงเรียนรุ่งอรุณ ดังนั้นการนำขยะที่ไม่ใช้แล้วมาทำการ Recycle/Reuse โดยทำเป็นอาคารที่มีองค์ประกอบของวัสดุเหล่านี้ ก็จะช่วยส่งเสริมอัตลักษณ์ของโรงเรียนรุ่งอรุณสู่สายตาของผู้คนได้มากขึ้น โดยภายในอาคารสามารถใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ได้ด้วย

 
ภาพที่ 8. ลักษณะ Overhead Plan ที่สร้างความโปร่งโล่งให้กับพื้นที่

สุดท้ายผู้ออกเเบบคิดถึงรายละเอียดบางอย่างที่ได้จากบทสัมภาษณ์ คือ ความต้องการที่จะแก้ไขปัญหาความชื้น แดดและฝน  ลักษณะหลังคาดังภาพเเสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ในการอนุโลมให้เเสงสาดส่องลงมายังพื้นที่ด้านล่างได้ เเละการยกหลังคาให้สูงโปร่งเพื่อการระบายอากาศ เเละไล่ความชื้นให้ออกจากพื้นที่  รวมทั้งยังสนใจรูปแบบของดีไซน์หลังคาที่เรียบง่าย เเละยังคงคุณประโยชน์ในการสัมผัสกับธรรมชาติโดยรอบได้



ข้อเสนอแนะ
1. เลือกประเด็นที่สนใจจริงๆ แล้วจัดการกับมันให้ลึก
2. ให้ลองพิจารณาถึงคำว่ารูปแบบการจัดวางของสินค้าที่ทำให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างคนข้างในกับข้างนอก โดยคิดจากหน่วยย่อยที่สุดในร้านค้า คือ ชั้นวางสินค้าเพื่อเอื้อให้เกิดประโยชน์ต่อโครงการโดยอาจจะไปศึกษาการจัดวางสินค้าในร้านค้าว่าเขาจัดอย่างไร มีกี่แบบ เพื่ออะไร แล้วเราจะเอาแบบไหนมาใช้เพื่อให้เหมาะสมกับโครงการของเรา โดยมีตัวแปร 2 อย่างคือ user ที่อยู่ในพื้นที่และลูกค้า